3:44 pm - วันศุกร์ ธันวาคม 11, 0093

“เด็กไทย ดนตรีไทย คนละชิ้น ด้านดีในด้านบอด”

                    ยอมรับว่า เมื่อแรกเห็นข่าวนี้แชร์กันในสังคมออนไลน์อย่าง Facebook หรือ Twitter (Link ข่าว http://www.nationtv.tv/main/content/social/378514874/) ในส่วนตัวผู้เขียนซึ่งคลุกคลีมีความสัมพันธ์อยู่ในแวดวงนี้ ก็รู้สึกเห็นงามด้วยในส่วนหนึ่ง ที่เหล่าชนชั้นบริหารได้มองเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ และอยากให้เด็กไทย เข้าถึงในส่วนของศิลปะไทยในแขวงนี้ (และรวมถึงแขนงอื่น ๆ ด้วย) ให้ได้มากขึ้น ใกล้ชิดขึ้น

640_eeaea5h8e9fbej6kak7ah

ภาพโดย สำนักข่าว Nation

                    ข่าวนี้แชร์กันไปมา ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และรู้สึกเฉย ๆ แม้ข่าวนี้จะออกมาได้สักระยะหนึ่ง ผู้เขียนเองก็คิดว่าจะปล่อยให้ผ่านเลยไป แต่ไม่รู้คิดอะไรออกก็ไม่รู้เหมือนกัน อยากจะเขียน อยากจะระบาย ความรู้สึกในมุมมองของ “ผู้ที่รับรู้ความเป็นไป” ในสังคมนี้อยู่บ้าง อาจจะไม่ได้มาก หรือเข้มข้นล้นสมองมากนัก เพราะว่าไม่ได้ประกอบอาชีพในด้านนี้ แต่มีใจรัก ใจสมัคร เลยทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิด และศึกษา ดนตรีไทย

                    ในความคิดที่จะให้เด็กไทยนั้น ให้มีการ(บังคับ)เล่นดนตรีไทย เป็นคนละ 1 ชนิด ทำไมผมต้องวงเล็บ “บังคับ” เพราะใช้ว่าเด็กทุกคน จะอยากเล่นกันเสียเท่าไหร่ แม้ในหลาย ๆ โรงเรียนเอง ถึงแม้จะไม่ได้มีนโยบายดังกล่าว แต่ในบางโรงเรียนก็มีหลักสูตรวิชาพื้นฐานในส่วนของศิลปศึกษา “ดนตรีไทย” อยู่ในหลักสูตรพื้นฐานด้วย ซึ่งบางโรงเรียนก็จัดให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับพื้นฐานดนตรีไทย แบบเจาะจงไป เช่น การเป่าขลุ่ย … นั่นแหละ ที่หลาย ๆ คนอาจจะได้พบเจอมาในสมัยประถมฯ หรือมัธยมฯ ในโรงเรียนที่มีงบประมาณมากหน่อย อาจจะมีห้องดนตรีไทย มีเครื่องมือพร้อม และเขาอาจจะสอนดนตรีไทยในเครื่องมือหลาย ๆ ชนิด ตามที่นักเรียนเลือก หรือสนใจ ซึ่งพบเห็นได้ในหลาย ๆ โรงเรียน…

                    แต่หลาย ๆ โรงเรียน มันก็ไม่ได้มีแบบนี้ อาจจะด้วยความจำกัดทางด้านบุคลากร ความจำกัดทางด้านสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องดนตรีต่าง ๆ บางโรงเรียน สอนจากหนังสือ สอนจากสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ เรื่องน่าเศร้าที่เคยพบคือ “ผู้สอนไม่ได้มีความรู้เรื่องดนตรีไทย” อย่างแท้จริง อาจจะเพราะจำเป็นต้องมาสอนในรายวิชานี้ เอาละ… ก็กางหนังสือออก หนังสือกบอกอะไร ก็ว่าไปตามนั้น… หนังสือผิด ก็ผิดกันไปตามหนังสือนั่นแหละ เฮฮาปาร์ตี้… ระนาดทุ้ม เรียกระนาดโท ยังมี.. ไม่รู้ตีพิมพ์ออกมาได้อย่างไร

                    แต่สำหรับผู้เขียนเอง นี่ยังไม่ใช่ นโยบายที่ตรงจุด เสียเท่าไหร่…

                    อย่างที่ผู้เขียนเกริ่นมาตอนต้น นโยบายนี้ เป็นการ “บังคับ” หรือยัดเหยียดให้ปฏิบัติ สำหรับเด็กที่ไม่ชอบ สิ่งที่เขาจะทำคือ ปฏิบัติให้ผ่าน ๆ ไป ไม่ได้อะไรเลย…

                    แล้วสิ่งที่ต้องทำคืออะไร ?

                    นี่จึงเป็นคำถามที่ดี…

                    สิ่งที่ผมอยากจะฝากไปถึงเหล่าผู้บริหารทั้งหลาย… สิ่งที่ควรจะทำแรกนั้น ในการที่คิดจะอนุรักษ์อะไรสักอย่างนั้นก็คือ “สร้างความเข้าใจ” กันเสียก่อน เมื่อเข้าใจแล้ว อะไร ๆ ต่าง ๆ มันก็จะตามมา

                    โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อในเรื่องดนตรีไทยที่ผิด ๆ อะไรคือผี อะไรคือความน่าเบื่อ นี่ต่างหากที่ต้องแก้ใข และสร้างความเข้าใจใหม่ ๆ ที่ถูกต้องให้แก่พวกเข้า ดีกว่าการยัดเหยียดให้ต้องทำอะไรก็ไม่รู้ อย่างน้อยพวกเขาไม่ได้เล่น เล่นไม่เป็น เล่นไม่ได้ แต่ “เข้าใจ” … เข้าใจในที่นี้คือ ถึงแม้จะเล่นไม่ได้ แต่ก็ไม่มองดนตรีไทยในทางลบ อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นอยู่ทุกวันนี้

                    สิ่งที่นักดนตรีไทยอาชีพ ประสบอยู่หลายคนในทุกวันนี้คือ มีแต่คนเล่น แต่ไม่มีคนฟัง ? ไม่มีคนฟังเพราะอะไร ?

                    1. ไม่รู้เรื่องดนตรีไทย
                    2. ไม่เข้าใจว่ามันเล่นอะไรกัน
                    3. ดนตรีไทยเป็นเรื่องโบราณ เล่นแล้วเฉย ไม่ทันสมัย
                    4. ฟังแล้วง่วงนอน (ความจริงมันไม่ได้ง่วงหรอก แต่ถูกกรอกหัวมาแบบนั้น ฟังแล้วต้องง่วง เออแปลก)
                    5. ดนตรีไทยต้องคู่กับผี (เอาแปลก สงสัยยมโลกมีครอสสอนดนตรีไทย ตายไปเล่นได้ทุกตน)

                    ฯลฯ

                    นี่คือสิ่งที่จะต้องขัดเกลาให้กับเด็กรุ่นใหม่ มากกว่าการที่จะต้องมาสั่ง หรือบังคับ ว่าคุณต้องเล่น ต้องทำมากกว่าเสียอีก เล่นไม่เป็น แต่เข้าใจ ดีกว่าเล่นเป็น แต่ไม่รู้ตูจะเล่นไปทำไม…

                    มีอะไรอีก…

                    แน่นอน โรงเรียนมีกี่โรงเรียนในประเทศนี้ “และมันมีกี่โรงเรียนกันที่มีเครื่องดนตรีไทยพร้อมสรรพ” บางโรงเรียน ฉิ่งสักอัน ยังไม่มีเลย บางทีก็มีแต่เป็นของห้องพละ ไม่ใช่ของห้องดนตรีไทย (บร๊ะ…เอาไว้ใช้ตอนงานกีฬาสี) เมื่อไม่มีก็ต้องทำอย่างไร..

                    จัดซื้อ…

                    “เห้ย ดีสิเกลอ ช่างทำเครื่องดนตรีไทย เขาจะได้มีรายได้”

                    รู้จักระบบจัดซื้อน้อยไป… ผูกขาด… ใช้จ่ายงบประมาณเกินจริง จ่ายราคา 20,000 ได้เครื่องดนตรีเกรด 2,000 กลับมาไรงี้ นี่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ที่ตามมาอีกมากมาย

                    เพราะเพียงแค่การสอนดนตรีไทยให้เข้าใจในเรื่องพื้นฐาน อาจจะไม่ต้องใช้เครื่องดนตรีไทยจริง ๆ ออกมาก็ได้ แต่ใช้ “บุคลากรตรงความสามารถ” ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ดนตรีไทยได้อย่างถูกต้อง เข้าใจ ลึกซึ้ง ผู้บริหารควรจะเห็นความสำคัญตรงนี้ ไม่ใช่ให้ครูพละมาสอน ให้ครูคณิตฯ มาสอน ในเมื่อมีความอยากที่จะให้เด็กไทย เข้าถึงศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างถูกต้อง ก็ควรที่จะยกย่อง และให้เกียรติบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ หรือจบสายตรงดนตรีไทย มาโดยเฉพาะ ให้เขามีโอกาสได้สอน ให้เขามีโอกาสได้แสดงฝีมือ ผมเชื่อ ว่านักศึกษาที่เรียนในสาขาดนตรีไทย ในสถาบันต่าง ๆ เขามีความพร้อมที่จะเป็น “ครู” อยู่ทุกคนอยู่แล้ว ให้เขาได้แสดงความสามารถที่ได้ร่ำเรียนออกมา

                    และในเมื่ออยากให้เด็กไทยเข้าถึงดนตรีไทย ขนาดนั้น ก็อยากจะฝากให้ผู้บริหารพิจารณา ถึงเรื่องสื่อ ประชาสัมพันธ์ รายการทีวี เวทีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับดนตรีไทย ให้เด็ก ๆ หรือคนทั่วไป ได้ซึบซาบ แต่ก็ไม่ควรจะทำออกมาชาตินิยมจนเลี่ยนเอียน ชวนปิดทีวีหนีไปซะอย่างนั้น นี้ก็เป็นโจทย์ ที่อยากจะทิ้งท้ายไว้ ให้เหล่าผู้บริหาร ผู้นำประเทศ ได้ไว้พิจารณา

                    บทความทั้งหมดของผม อ่านแล้ว อาจจะถูกใจ หรือไม่ถูกใจ หรือคัดค้านในเนื้อหาทั้งหมด ก็ขอขอบคุณ และขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผู้เขียนก็เป็นเพียงคนไทยคนหนึ่ง ที่รักษ์ และอยากให้ศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่คู่ประเทศต่อไป ไม่อยากให้เป็นเพียงเรื่องเล่า ที่เอาไว้เมาท์กับลูกกับหลาน…

ปฏากรณ์
๑๑ กันยายน ๒๕๕๙

Filed in: บทความดนตรีไทย