4:31 pm - วันพุธ พฤศจิกายน 20, 2019

“ฉุยฉายเซลฟี่” ชุดการแสดงดี ๆ ที่ถูกมองว่า “ทำลาย”

เกิดเป็นกระแสดรามาวิพากษ์วิจารณ์กันโครม กับการแสดงชุด “ฉุยฉายเซลฟี่” ด้านหนึ่งนั้นได้รับเสียงชื่นชมทั้งการแสดง และดนตรี แต่อีกด้านหนึ่งนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงขนาดใช้คำว่า “ชั่ว” กันเลยทีเดียว และวันนี้ ผมเองในฐานะผู้ที่อยู่ในแวดวงการดนตรีไทย-นาฏศิลป์ ผมจะขอนำท่านผู้อ่าน มาวิเคราะห์กันว่า สรุปแล้ว “ฉุยฉายเซลฟี่” นี้ ดี หรือ ชั่ว

                    ดนตรีไทย และนาฏศิลป์ นั้น ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทย โดยที่สามารถอ้างว่าเป็นของไทยได้นั้น ก็เพราะมีประวัติเป็นวัฒนธรรมเดิมที่มีรากฐานอยู่ในแผ่นดินไทยมานานหลายร้อยปี หรือมีการละเล่น การบรรเลงที่พอจะอนุมานได้ว่า มีเล่นมีร้องอยู่ในแผ่นดินนี้ พอที่จะอ้างได้ว่านี่คือ “ดนตรีไทย” นี่คือ “นาฏศิลป์ไทย”

 

                    แต่ต้องอย่าลืมว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา พม่า ลาว นั้น ก็มีการแสดงคล้ายอย่างเรา มีการเล่นดนตรีคล้ายอย่างเรา นั้นเพราะเกิดจากการที่มีวัฒนธรรมสังคมร่วมกันในสมัยโบราณ มีการแลกเปลี่ยน มีการส่งนักดนตรีเจริญสัมพันธไมตรีกันในยุคเก่าก่อน เป็นวัฒนธรรมที่มีร่วมกันมาตั้งแต่ไม่มีการแบ่งแผ่นดิน แบ่งประเทศที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในยุคหลัง ก็ไม่แปลกที่ประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง จะมีการละเล่น การรำ การแสดงดนตรีที่เหมือนกับดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย ของเรา แต่มันเป็น “ศิลปวัฒนธรรมที่อยู่ในสังคมของเขานับสิบนับร้อยปี” ไม่แปลกถ้าเขาจะพูดว่า นี่คือดนตรีของเขา นี่คือดนตรีกัมพูชา นาฏศิลป์กัมพูชา เพราะเขาเองก็มีหลักฐานมาไม่ต่ำกว่าร้อยปีเช่นกัน บางทีอาจจะนานกว่าของไทยเราซะอีก ดังนั้น เราจึงไม่สามารถพูดได้ว่า เขาลอกเรา แต่นี่คือวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน และคล้ายกัน แต่แน่นอนในส่วนของลายละเอียดปลีกย่อยนั้นไม่เหมือนกัน ก็แตกต่างไปตามภูมิถิ่นที่อยู่ สังคม รวมทั้งความสามารถด้านงานศิลป์ของชนชาตินั้น ๆ

 

                    กลับมาพูดคุยกันใน Topic หลักของเรา “ฉุยฉายเซลฟี่” อันเป็นผลงานสร้างสรรค์โดย อ.ธรรมจักร พรหมพ้วย ซึ่งเป็นผู้ออกแบบท่ารำ และชุดการแสดง ส่วนคำร้อง และแนวคิดนั้น มาจาก อ.อานันท์ นาคคง ผู้คว่ำหวอด และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย มีผลงานการเผยแพร่ดนตรีไทยทั้งใน และต่างประเทศ ถือว่าเป็นบุคลากรที่สำคัญท่านหนึ่งในวงการดนตรีและนาฏศิลป์ไทย

"ฉุยฉายเซลฟี่" ชุดการแสดงดี ๆ ที่ถูกมองว่า "ทำลาย"

“ฉุยฉายเซลฟี่” ชุดการแสดงดี ๆ ที่ถูกมองว่า “ทำลาย”

                    “ฉุยฉายเซลฟี่” เป็นชุดการแสดงที่ทำออกมาในแนวล้อเลียนสังคม ที่ในปัจจุบันนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตติดอยู่ในโลกของ Social Media การถ่ายรูปตนเองหรือการเซลฟี่ (Selfie) พบเห็นได้ทั่วไปในโลกออนไลน์ บ้างก็หวังเพียงอัพเดตภาพของตนเองให้คนอื่นได้รับรู้ บ้างก็อัพลงเพื่อให้คนกด Like เยอะ ๆ บ้างก็ลงไว้รอคนมาคอมเม้นต์ สวยขึ้น ผอมลง โทรมจัง ดูดีเนอะ ฯลฯ อะไรก็แล้วแต่ตามจิตปรารถนาที่ผู้โพสต์อยากจะได้ โดยการแสดงชุด “ฉุยฉายเซลฟี่” นี้ แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมของกลุ่มคนที่ติดการเซลฟี่ นำเสนอออกมาในรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ไทย

                    โดยส่วนตัวแล้ว หลังจากได้ชมจนจบ สำหรับตัวผมเองนั้น “ไม่ได้รู้สึกอะไร” ผมเห็นการแสดงชุดนี้ “คือการแสดง” อย่างหนึ่ง ที่สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมอย่างผม ผมเห็นความสวยงามของการแสดง เห็นความสามารถ และแนวคิดการนำเสนอ ผมเสพสุขสมกับรสดนตรี และเสียงของนักร้องสาวที่ร้องมาได้อย่างไพเราะ ผมถือว่าเป็นการแสดงที่นำเสนอได้เป็นอย่างดี

 

คนกลุ่มนี้ (ชุดแสดงฉุยฉายเซลฟี่) คือคนที่จะทำลายศิลปวัฒนธรรม ใช่หรือไม่ ?

 

                    อะไรคือการทำลาย ? ผมคงต้องย้อนกลับไปถามก่อนว่า ถ้าการแสดงชุดนี้คือการทำลาย แล้วการพัฒนาการของดนตรีไทย นาฏศิลป์ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ก็คือการทำลายศิลปะโบราณ ใช่หรือไม่ ในขณะที่จารีตประเพณีในสังคมดนตรีไทยนาฏศิลป์บางอย่าง ก็เพิ่งจะถูกบัญญัติ หรือสร้างขึ้นเพื่อยอมรับกันในวงการ ไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ ถ้าหากจะให้ผมบอกละเอียดกว่านี้ ผมขอยกตัวอย่างจากในวงการดนตรีไทยของผม ซึ่งผมพอจะเชี่ยวกว่า หากดนตรีไทยไม่มีการพัฒนาอะไรเลย เพราะกลัวคำว่า “ผิดครู” ณ โบราณจนถึงปัจจุบัน เราคงมีแค่เครื่องดนตรีคือ ฆ้องวง ระนาด ปี่ เราคงไม่มีฆ้องวงใหญ่ วงเล็ก ระนาดเอก ระนาดทุ้ม เอกเหล็ก ทุ้มเหล็ก วงดึกดำบรรพ์ วงเครื่องมอญ เพลงเถา เพลงเดี่ยว ฯลฯ เทคนิคระนาดพิสดารของระนาดเอกอย่างคาบลูกคาบดอก …. อีกสารพัด

                    สิ่งเหล่านี้ ถูกประดิษฐ์ คิดขึ้นใน “ยุคใหม่” ทั้งสิ้น ไม่ใช่ของโบราณร้อยปี พันปี บางสิ่งบางอย่าง ผู้ที่ประดิษฐ์คิดขึ้นถูกด่าทอ ถูกสาปแช่ง ว่าเป็นพวกนอกรีต พวกผิดครู แต่เชื่อหรือไม่ สิ่งที่ถูกเรียกว่า “นอกรีต ผิดครู”

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครั้งหนึ่ง ก็เคยโดนแวดวงดนตรีไทยประณามว่านอกครู จากเทคนิคระนาดที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับเป็นเทคนิคที่แพร่หลายอย่างที่สุดในวงการดนตรีไทย

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครั้งหนึ่ง ก็เคยโดนแวดวงดนตรีไทยประณามว่านอกครู จากเทคนิคระนาดที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับเป็นเทคนิคที่แพร่หลายอย่างที่สุดในวงการดนตรีไทย

กลับถูกนำมาใช้มากที่สุดในสังคมดนตรีนั่นก็คือ “เทคนิคของระนาดเอก” ที่มีการแสดงกันกลาดเกลื่อนให้เห็นแทบทุกเวที แต่ส่วนนี้ผมขอไม่ลงลึกเพราะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาบทความเท่าไหร่ ใครอยากอ่าน วันหลังผมจะมาเขียนให้ได้อ่านกัน เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางปัญญา

                    หลายคอมเมนต์ ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ “ฉุยฉายเซลฟี่” บนเพจของ Thai PBS นั้น ผมขอใช้คำว่า “มีน้อยมาก” ที่จะแสดงทัศนคติเชิงบวก และคอมเมนต์ส่วนใหญ่ที่พบนั้น ไปในเชิงตำหนิ (หรือด่า) กันมากกว่า ถึงขนาดว่า “ชั่ว” หรือ “อุบาทว์” กันเลยดีเดียว หรือบางคอมเมนต์ที่ตำหนิ เอาแบบชนิดที่ว่า สาปส่งสาปแช่งกันไปเลยทีเดียวเชียว

                    หัวข้อที่ผมสนใจคือหลายคนบอกว่า “ฉุยฉาย” คือชุดการแสดงที่เป็น “ของสูง” ไม่ควรนำมาทำแบบนี้ โดยยกตัวอย่างมาเช่น ฉุยฉายเบญกาย, ฉุยฉายพราหมณ์, ฉุยฉายอินทรชิต, ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน เป็นต้น โดยกล่าวอ้างว่า การแสดงในรูปแบบของ “ฉุยฉาย” คือการแสดงอันทรงเกียรติ ควรจะทำให้การแสดงในรูปแบบของ ฉุยฉาย นี้ดูมีค่า สวยงาม น่าเกรงขาม มากกว่าจะเอามาทำตลกขบขันแบบนี้ หากแต่กรณีนี้ “ไม่ใช่” เพราะนี่ไม่ใช่การแสดงฉุยฉายแบบที่กล่าวมาข้างต้น หากว่า มีผู้นำฉุยฉายเบญกาย มาดัดแปลงท่ารำใหม่ ใส่เอฟเฟคแบบฮอลลีวู้ด ผู้รำหมุนตัวติ้ว ๆ แสดงปาฏิหาริย์แปลงกายแบบพิสดาร อันนี้สิ “สมควรด่า” แต่การแสดง “ฉุยฉายเซลฟี่” คือการแสดงชุดใหม่ ที่สร้างขึ้นใหม่ โดยใช้การรำในรูปแบบของ “ฉุยฉาย” ดังนั้นคำตอบของผมที่จะตอบคำถามว่า “คนกลุ่มนี้ (ชุดแสดงฉุยฉายเซลฟี่) คือคนที่จะทำลายศิลปวัฒนธรรม ใช่หรือไม่ ?” ผมก็ตอบแบบเต็มปากเต็มคำว่า…

 

… ไม่ … ได้ … ทำ … ลาย …

                    “ฉุยฉาย” ในทางนาฏศิลป หมายถึง การร่ายรำเมื่อตัวละครเกิดความภาคภูมิใจ ที่สามารถแปลงกาย หรือแต่งตัวได้อย่างสวยสดงดงาม พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวไว้ในหนังสืออธิบายนาฏศิลปไทยว่า “การรำฉุยฉายเป็นการแสดงภาษานาฏศิลปที่มีคุณค่าทางนาฏศิลปอย่างเลิศ นิยมกันว่าตัวละครสามารถแสดงอารมณ์ความภาคภูมิใจออกมาทางท่ารำได้ดีกว่าที่จะพูดออกมาทางปาก”

                    ประวัติฉุยฉายสมัยโบราณ
การเล่นฉุยฉายในสมัยก่อน นิยมเล่นกันเมื่อขับเสภาเสร็จแล้ว ส่วนการเล่นขับเสภานั้น เป็นการร้องลำนำ เดินเรื่องขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เมื่อเลิกเล่นขับเสภาแล้วจึงเล่นฉุยฉาย

                    สถานที่ ใช้เวทียกพื้นหรือลานกว้างๆก็ได้
ดนตรี มีเครื่องพิณพาทย์ และกรับไม้ชิงชัน อย่างเช่นการเล่นเสภา

                    การแต่งกาย
ต้องแต่งให้สุภาพเรียบร้อยถูกต้อง ตามรัฐนิยม และวัฒนธรรม เช่น ชายนุ่งกางเกงสากล หญิงสวมกระโปรง และทั้งชาย และหญิงสวมเสื้อเชิ้ต สวมหมวก และใส่รองเท้า

                    วิธีเล่น
การเล่นมี 2 อย่าง คือ การเล่นฉุยฉายในพระนครหรือที่เรียกว่าฉุยฉายบรรดาศักดิ์ อีกชนิดหนึ่งเป็นการเล่นทั่ว ๆ ไป จะแบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงก็ได้ หรือจะเล่นเฉพาะหมู่ผู้ชายล้วนหรือหญิงล้วนก็ได้”  การเล่นฉุยฉายบรรดาศักดิ์ ในช่วงแรกจะขับเสภาก่อน และใช้พิณพาทย์เป็นเครื่องรับแล้วก็รำฟ้อน เรียกว่า “ฟ้อนฉุยฉาย” ตามจังหวะดนตรีหรือกรับ มีเนื้อเพลงโดยเฉพาะ ส่วนฉุยฉายที่เล่นกันอยู่ทั่วๆ ไปนั้น คือ การเล่นตามประเพณีพื้นเมืองมาแต่ก่อน ทั้งสองฝ่ายร่ายรำไปโดยมีลูกคู่ร้องให้จังหวะ ผู้รำเพียงแต่รำท่าทางตามทำนองและเนื้อเพลงให้ถูกต้องกับการร้อง ผู้รำไม่ต้องร้องแต่ต้องมีท่าทางกรีดกราย ทำชม้อยชม้ายตามทำนอง

ที่มาข้อมูล : “ฉุยฉาย” โดย สุมิตร เทพวงษ์ ภาควิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา

                    จากข้อมูลข้างต้น เราจะเห็นว่าได้ว่า การแสดงแบบ “ฉุยฉาย” ไม่ได้ถูกจำกัดว่าเป็นของสูง ห้ามจับต้อง ห้ามดัดแปลง หรือบังคับต้องแสดง

หลากหลายความคิดเห็น ที่มีทั้งชื่นชอบ และต่อต้านอย่างรุนแรง

หลากหลายความคิดเห็น ที่มีทั้งชื่นชอบ และต่อต้านอย่างรุนแรง

แบบนี้ อย่างนี้เท่านั้น ฉุยฉายอาจจะถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อในกรณีพิเศษต่าง ๆ อย่างที่เราจะเห็นในปัจจุบันมีฉุยฉายต่าง ๆ มากมาย เช่น ฉุยฉายเกษียณอายุการทำงาน – ฉุยฉายนาคา – ฉุยฉายนกยูง – ฉุยฉายล้านนา – ฉุยฉายฤาษีแดง – ฉุยฉายจามจุรี – ฉุยฉายเพลงปี่ – ฉุยฉายกิ่งไม้เงินทอง – ฉุยฉายสิริกิติ์ – ฉุยฉายนางมณี – ฉุยฉายหลวิชัยคาวี – ฉุยฉายมยุรา … ไปหาดูเอาเถอะ เยอะกว่านี้ ทำไมไม่โดนด่า … เพราะมันไม่ได้ออกสู่สังคมภายนอกให้รับรู้ ว่ามันมีอะไรที่มากกว่าที่พวกเขาเคยรับรู้ ?

                    บางคอมเมนต์นั้น ยังได้กล่าวไว้ว่า การแสดงชุดนี้ นำเอาการแสดงฉุยฉายมา “ดัดแปลง” ดัดแปลงจากอะไร เข้าใจคำว่า “ฉุยฉาย” หรือไม่ ? หรือถ้าพูดถึงฉุยฉาย ต้องหมายความว่า ฉุยฉายเบญกาย ฉุยฉายพราหมณ์เท่านั้น ฉุยฉายทุกฉุยฉายใช้ทำนองเพลงแม่ศรีในการดำเนินทำนองสำหรับบทร้อง ไม่ว่าจะเป็นฉุยฉายที่ตัวละครเป็นเทพเจ้า หรือเป็นคนสามัญธรรมดาอย่างบุเรงนอง หรือแม้ฉุยฉายที่ตัวละครเป็นสัตว์อย่างนกยูง ก็ใช้ทำนองเพลงแม่ศรีทั้งสิ้น เราตีกรอบความคิดแคบไป หรือเราไม่เข้าใจในเนื้องานของการแสดง

                    มันก็เหมือนกับนักดนตรีไทยกำลังบรรเลงเพลงไทยเดิม ทยอยญวณ แต่คนฟังบอกว่านักดนตรีเล่นเพลงลูกทุ่ง “เรียกพี่ได้ไหม” หรือเล่นเพลงลาวดำเนินทราย คนฟังบอกนี่มันเพลงรายการชิงช้าสวรรค์ มันไม่ใช่เพลงของดนตรีไทย

นี่ว่ากันไปนั่น ? ….

                    เพราะอะไรนะหรือ เพราะเขา “ไม่รู้” หรือเขารู้เพียงเปลือกนอกของศิลปะ เมื่อเขาได้เห็น ได้ฟังอะไรที่เขาไม่เคยเห็น เขาก็จะพูดว่า “นี่ไม่ใช่” “นี่ผิดธรรมเนียม” “นี่ผิดประเพณี”

                    เราเสพกันเพียงเปลือกนอกของศิลปะ เรารับรู้ได้เพียงว่า มันมีเท่านี้ เท่านั้น แต่เราไม่สนใจที่จะพัฒนาสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้กับวงการ เราแช่แข็ง เรานั่งบ่นรำพึงรำพันว่าไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครชอบดนตรีไทย ไม่มีใครสนใจนาฏศิลป์ไทย

                    เราโปรดดูการนำเสนอศิลปะประจำชาติของชาติอื่น ๆ บ้าง เขาอยู่บนเวทีโลกได้ ท่ามกลางความเป็นสากลที่รายล้อมอยู่ แต่เขาสามารถชูเอกลักษณ์ได้ ฟังปุ๊บ เห็นปั๊บ นี่คือดนตรีชาตินี้ นี่คือนาฏศิลป์ชาตินี้ แต่ทำไม เรามีดีมากมาย แต่ทำไมเรายังอืด… หรือเราถูกตีล้อมกรอบด้วยคำว่า “ผิด

วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ชื่อเหมือนจะเป็นวงโบราณ แต่ความจริงเป็นรูปแบบวงแบบใหม่ ที่สร้างขึ้นเลียนแบบละครโอเปร่าแบบตะวันตก

วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ชื่อเหมือนจะเป็นวงโบราณ แต่ความจริงเป็นรูปแบบวงแบบใหม่ ที่สร้างขึ้นเลียนแบบละครโอเปร่าแบบตะวันตก

ครู” “นอกครู” กันเกินไป จนจะพากันล่มกันไปทั้งลำเรือ… และการแสดงชุด “ฉุยฉายเซลฟี่” สำหรับผมนั้น มันก็คือการแสดงชุดหนึ่งที่ทำออกมาเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ชม ผู้ฟัง ไม่มีเหตุผลใดฟังขึ้นว่านี่คือการกระทำต่อความเสียหายของวงการดนตรีไทยนาฏศิลป์ ไม่ได้เป็นการสร้างเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อการแสดงนาฏศิลป์ไทย นี่คือการแสดง นี่คือความบันเทิง แต่ครั้งนี้มันอาจจะอยู่บนความแปลกใหม่ “มากเกินไป” จนทำให้บางคนนั้นรับไม่ทัน หรือรับไม่ได้ เพราะหากให้คนทั่ว ๆ ไปมานั่งอยู่ในวงการนี้ “ดูกันจริง ๆ แล้ว” คงมีเรื่องให้ตำหนิได้สามวันสองคืนไม่รู้จบไม่รู้สิ้นกันเลยทีเดียว

                    ส่วนความชอบ ความไม่ชอบนั้น เป็นเรื่องของความนิยมส่วนบุคคล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมวิจารณ์ในมุมมองของพื้นฐานของความเป็นจริงของโลก มิได้ใส่จริตอะไรมากมาย อธิบายในมุมมองของโลกศิลปะ ที่ต้องหมุนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ศิลปะที่ไม่สามารถเข้าถึงคนยุคปัจจุบันได้ ก็จะต้องตายหายไปจากโลก… เรามักกล่าวอ้างกันว่า ดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย อยู่ถึงจุดสูงสุดแล้ว พัฒนาต่อไปไม่ได้อีก จริงหรือ ?

เราจะนั่งรอสง่างามฟรุ้งฟริ้งบนหิ้ง ฉันนี่คือของสูง เธอต้องเข้ามาหาฉัน รอคอยแต่คนที่มองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของฉัน

หรือเราจะหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้คนสนใจ ชอบ และนำพาเขาเข้ามาศึกษา มาทำความเข้าใจในเรื่องของเรา พาเขาเข้ามาถึงแก่นแท้ของศิลปะ ดีกว่ามานั่งรอแต่คนที่จะเข้ามาชื่นชม
ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน ในสังคมปัจจุบัน

 

ผมไม่ได้พูดอะไรผิด … แต่อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป … (ไม่รู้ใครกล่าวไว้)

 

ปฏากรณ์ดุริยางค์
เขียนเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘

Filed in: ข่าวสารดนตรีไทย, ข่าวแวดวง